|
Maww
|
 |
« เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 10:21:53 AM » |
|
หยุด 3 วันมา ตอนแรกวางแผนจะไปไกลๆ แต่มีปัญหาเรื่องเงินๆทองๆ เลยต้องเปลี่ยนแผนไปเที่ยวแค่อยุธยา แต่ไหนๆก็มาทั้งที ใกล้กรุงเทพแค่นี้ และพอดีกับช่วงวันวิสาขะ เลยขับรถไปเที่ยว ตระเวณเข้าวัดโน้น ออกวัดนี้ ..... รวมแล้วไปมาทั้งหมด 15 วัด 7 สถานที่ และเข้าไปถ่ายรูปในวัดหนึ่งใน 15 วัดของบรรยากาศเวียนเทียน
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 10:26:59 AM » |
|
โรงแรมที่ไปพัก บ้านคุณพระ ... บรรยากาศดี เก่าๆดี แต่เรื่องการบริการไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ก่อนวันไปจองห้องไว้ เป็นห้องเบอร์นึง แล้ววันไปพักก็โทรมาย้ำถามว่ามาหรือเปล่า พอไปถึงกลับได้ห้องอีกเบอรนึง .... ก็เลยงงๆ แล้วไอ้ที่บอกว่าได้ห้องเบอร์นั้นเบอร์นี้ตอนแรก จะให้เลือกทำไม (ห้องที่จอง เห็นวิวแม่น้ำ แต่ห้องที่ได้ เห็นวิวห้องน้ำ ... เอหรือเขาฟังเราผิดว่า ห้องน้ำ แทนที่จะเป็นแม่น้ำ เหอๆๆ)
ชื่อเขาดัง อยากไปพักก็หาข้อมูลไม่ยากหรอกนะ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 10:37:43 AM » |
|
ขั้นแรก ก็ต้องไปศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว ซึ่งจะมี ททท อยู่ในอาคารนี้ด้วย UNESCO ประกาศให้อยุธยาเป็นมรดกโลกแล้วนะ
แนะนำเลยครับ ให้ไปขอข้อมูลแผนที่ของอยุธยาจากที่นี่เลยครับ แผนที่จะดีมากๆ เป็นรูปสถานที่ สวยงาม อ่านง่าย ... ผมใช้แผนที่นี่ เที่ยวตลอด 2 วันเลย สะดวกมากๆ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 10:43:54 AM » |
|
ปางช้าง เป็นศูนญ์ให้ชมช้างแสดงต่างๆ แต่บริการหลักๆคือ ให้นั่งช้างชมโบราณสถานแหละ ราคา 100 บาท/คน 15 นาที จากปางช้างไป วงเวียนสี่แยกหน้าวัดพระราม ราคา 200 บาท/คน 30 นาที จากปางช้างไป หน้าวัดพระมงคลบพิตร
รูปล่างจะเป็น รถหน่วยเก็บกู้ระเบิดที่ พี่ช้างทั้งหลายทำไว้
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 10:46:52 AM » |
|
เพนียดคล้องช้าง และหมู่บ้านช้าง ที่นี่จะเป็นเหมือน บ้านพักของช้างและควานช้าง ส่วนที่เป็นปางช้าง คห ที่แล้วจะเป็นที่ทำงาน ที่นี่มีช้างตัวเล็กๆ น่ารักมากให้เราเล่นได้ด้วย .... แต่ตอนเราไปเล่น แม่ช้างมันก็ฟึดฟัดตลอดเลย ประมาณว่าหวงลูกมัน
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 10:49:05 AM » |
|
คุ้มขุนแผน จริงๆที่นี่ก็เป็นเพียง บ้านไทยโบราณเก่าๆเท่านั้นแหละ แต่บรยากาศรอบบ้าน มันร่มรื่นน่านั่งดี
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:13:32 AM » |
|
ไม่สามารถเอารูปข้างในมมาให้ดูได้เพราะเขาห้าไม่ให้ถ่ายรูปละ ลองไปดูตาม link ก็แล้วกันนะ
รูปใหญ่ซ้ายและด้านบน จะเป็น
ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
ศูนย์ศึกษาแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือ ระหว่างนักวิชาการไทยและญี่ปุ่นในการ จัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา (Ayutthaya Historical study Centre) ขึ้นในปี พ.ศ. 2529 โดยมองว่าอยุธยานอกจากจะเป็นอดีตเมืองหลวง ของสยามที่มีอายุยืนยาวถึง 417 ปี และได้วางรากฐานทางวัฒนธรรมให้กับประเทศไทยสมัยใหม่แล้วยังเคยเป็นศูนย์ กลางของสังคมการค้าในอุษาคเนย์ในระยะเวลาหนึ่งด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่อาจรู้จักและไม่อาจเข้าใจประเทศไทยและภูมิภาคอุษาคเนย์ได้อย่างชัดเจน หากละเลยที่จะเข้าใจสังคมอยุธยาในประวัติศาสตร์ ความตั้งใจของนักวิชาการไทย-ญี่ปุ่นดังกล่าว ได้ปรับขยายจากข้อเสนอของสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ให้มีการปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านญี่ปุ่นมาเป็นการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแทน และมีความตกลงร่วมกันระดับรัฐบาล โดยรัฐบาลญี่ปุ่นให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า 999 ล้านเยน (ประมาณ 170 ล้านบาทในเวลานั้น) เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ. 2530 และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ 600 ปี
รูปใหญ่ขวาและรูปด้านล่าง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดในจังหวัด อยุธยา และจัดแสดงศิลปวัตถุสมัยอยุธยาที่สำคัญ ๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 จากเงินที่ประชาชนขอเช่าพระพิมพ์จากกรมศิลปากรที่ขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,416,928 บาท เปิดให้เข้าชมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 และโดยเหตุที่วัดราชบูรณะสร้างขึ้นในสมัยเจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงใช้พระนามของพระองค์เป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ด้วย
อาคารตึกเจ้าสามพระยา เป็นอาคารหลักที่สำคัญที่สุด เพราะเก็บศิลปวัตถุอยุธยาชิ้นที่ถือว่าสำคัญ ๆ เศียรพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่จากวัดธรรมิกราช, พระพุทธรูปทวารวดีขนาดใหญ่, เครื่องทอง และพระบรมสารีริกธาตุที่พบอยู่กับกรุบรรจุพระบรมสารีริกธาต, ศิลปวัตถุที่ค้นพบภายในกรุของวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นทองคำและอัญมณีทั้งหมด
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 116-119 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:20:25 AM » |
|
หมู่บ้านโปรตุเกส
หมู่บ้านโปรตุเกส ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางตอนใต้ของตัวเมือง ชาวโปรตุเกสเป็นชาว ยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้ากับกรุงศรีอยุธยา โดยเมื่อปี พ.ศ. 2054 อัลฟองโซ เดออัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการของ โปรตุเกสประจำเอเซีย ได้ส่งนายดูอาร์เต้ เฟอร์นันเดส เป็นทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่ง กรุงศรีอยุธยา มีชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายและเป็นทหารอาสาในกองทัพกรุงศรีอยุธยา และสร้างโบสถ์ขึ้น เพื่อเผยแพร่ศาสนาและเป็นศูนย์กลางของชุมชน ปัจจุบันบริเวณนี้ยังมีร่อยรอยสิ่งก่อสร้างปรากฏให้เห็นคือ โบราณสถาน ซานเปโตร หรือ โบสถ์ในคณะโดมินิกัน มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ กล้องยาสูบ เหรียญ กษาปณ์ และเครื่องประกอบพิธีทางศาสนา
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:24:00 AM » |
|
วัดพระศรีสรรเพชญ์
วัดยอดนิยม ไปอยุธยาทีไรก็ต้องไปที่นี่ทุกที ไม่เข้าใจเหมือนกัน
เป็นวัดสำคัญที่สุดของราชสำนักอยุธยา มีฐานะเป็นวัดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐาน จึงไม่มีพระสงฆ์จำอยู่ในวัด พื้นที่ตั้งของวัด เดิมเป็นที่ตั้งของพระราชมณเฑียรอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระบรมไตรโลกนาถได้ทรงยกพื้นที่นี้ให้เป็นเขตพุทธาวาส เมื่อปี พ.ศ.1991 เรียกว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วย้ายบรรดาพระราชมณเฑียรเลยขึ้นไปทางทิศเหนือ ต่อจากเขตวัดไปจนจรดริมแม่น้ำลพบุรีในปัจจุบัน วัดพระศรีสรรเพชญ์ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ เช่น พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา (ปีละ 2 ครั้ง) ตลอดจนใช้เป็นที่เก็บพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์อยุธยาเกือบทุกพระองค์ เป็นต้น
วัดนี้ถูก เผาไปเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่า ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2310 พม่าได้ปล้นสะดมทรัพย์จำนวนมาก ทั้งที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาและที่ได้มาจากการที่สยามยึดมาจากพระนครธม ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ พม่าได้เอาไฟสำรอกทองหุ้มองค์พระศรีสรรเพชญ์ คงเหลือแต่แกนในพระซึ่งทำด้วยสำริด เมื่อคราวตั้งกรุงเทพฯ นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้อัญเชิญแกนในพระศรีสรรเพชญ์ลงไปด้วย ทรงสร้างพระเจดีย์หุ้มแกนพระองค์นี้เอาไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) แล้วถวายพระนามตามท่านว่า เจดีย์พระศรีสรรเพชญ์ดาญาณ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:25:15 AM » |
|
ต่อ
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 58-59 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:28:18 AM » |
|
วัดโลกยสุธา
วัดโลกยสุธา หรือนักท่องเที่ยวในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ วัดพระนอน เนื่องจากมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในเกาะกรุงศรีอยุธยา ยาว 42 เมตร สูง 8 เมตร ทั้งนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ.2499 พระนอนของวัดร้างนี้ในขณะนั้น จึงเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาจนถึงปัจจุบัน ในสมัยอยุธยาตอนปลาย กษัตริย์ทรงให้ความสำคัญแก่พระนอนอย่างมาก เช่น ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ ได้มีการย้ายที่ประดิษฐานพระนอนวัดป่าโมก (ยาว 22.58 เมตร) เมืองอ่างทอง เนื่องจากที่ตั้งเดิมนั้นถูกแม่น้ำกัดเซาะแล้วจึงสร้างวัดขึ้นใหม่ หรือในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ได้มีการบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารอยุธยาว่า พระองค์เสด็จไปนมัสการพระนอนจักรสีห์ (ยาว 45 เมตร) แห่งเมืองสิงห์บุรี และนมัสการพระนอนวัดขุนอินทรประมูล เมืองอ่างทอง (ยาว 50 เมตร พระนอนวัดนี้ได้ชื่อว่าเป็นพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน)
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 94-95 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:34:32 AM » |
|
วัดตึก
อยู่ใกล้ๆกับวัดพระนอน เจอบาตรพระ ให้ทำบุญแล้ว หมดหนี้ เงินเทมา เป็นเศรษฐี ถูกใจ ทำบุญใหญ่เลยเรา
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:50:09 AM » |
|
วิหารพระมงคลบพิตร
ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นพลังความเชื่อทางศาสนาที่ไม่อาจจะแยกออกได้จากอุดมคติใน ทางสังคมและการเมือง ทั้งเป็นประจักษ์พยานถึงความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์แห่งโลหะและความ สามารถในการหล่อโลหะโดยเฉพาะสำริดซึ่งเป็นโลหะที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งใน สมัยอยุธยาด้วย
พระพุทธรูปสำริดของวิหารมงคลบพิตรนี้ไม่มีประวัติการสร้างว่าสร้างเมื่อใด และใครสร้าง แต่ทราบว่าต้นรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ได้มีการชะลอเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปจากตำแหน่งเดิมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ของพระวิหารในปัจจุบันประมาณ 200 เมตร ก่ออาคารรูปทรงมณฑปคลุมเอาไว้ เพราะต้องการพื้นที่เพื่อใช้สร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ยอดมณฑปของพระมงคลบพิตรถูกฟ้าผ่าในสมัยพระเจ้าเสือ จนพังทลายลงมาโดนพระเศียรของพระพุทธรูปหักตกลงมา จึงได้มีการบูรณะและเปลี่ยนอาคารจากทรงมณฑปมาเป็นพระวิหาร ซึ่งต่อมาจะได้ทำการบูรณะพระวิหารใหม่อีกครั้งในสมัยพระเจ้าบรมโกศ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 พระวิหารได้ถูกทิ้งร้างและพังทลายตามกาลเวลา พระเมาลีและพระกรได้หัก จึงได้มีการซ่อมในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ.2499 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการสร้างวิหารพระมงคลบพิตรขึ้นใหม่ อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 60-61 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 11:59:27 AM » |
|
วัดมหาธาตุ
จุดสนใจอยู่ที่มีต้นไม้ที่โตขึ้นมา โดยมีเศียรพระติดอยู่ที่รากต้นไม้
เป็นที่สถิตของพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นในสมัยขุนหลวงพะงั่ว เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่เข้าใจว่าการก่อสร้างเสร็จสิ้นในรัชสมัยพระราเมศวร
กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งบูรณะวัดมหาธาตุ ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2499 โดยให้ความสำคัญที่ตรงกลางพื้นห้องคูหาเรือนธาตุของปรางค์ประธาน ตามรอยที่คนร้ายได้ลักลอบขุดไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ได้พบปล่องภายใน มีสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ด้วย การค้นพบนี้ทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับการบูชาพระบรมสารีริกธาตุในสมัย อยุธยาเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ พระบรมสารีริกธาตุนั้นบรรจุอยู่ในผอบ 7 ชั้น จากชั้นในสุดออกมาชั้นนอก
ภายในห้องของปรางค์ประธานมีจิตรกรรมฝาผนัง สมัยอยุธยาเป็นรูปอดีตพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางสมาธิ บ้างอยู่ในปางมารวิชัยภายในซุ้มเรือนแก้ว (คล้ายกับซุ้มเรือนแก้วของพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลก) ซึ่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่อีกทีหนึ่ง รูปอดีตพระพุทธเจ้านั้นประทับนั่งต่อเรียงกันเป็นแถว โดยแต่ละองค์มีพุทธสาวกนั่งประนมมืออยู่ใต้ฉัตร 3 ชั้น รูปอดีตพระพุทธเจ้าที่นั่งเรียงกันเป็นแถวนี้มีอยู่หลาย ๆ แถวด้วยกัน เรียงจากชั้นบนลงชั้นล่างสุด
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 101-103 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 12:04:02 PM » |
|
วัดใหญ่ชัยมงคล
เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นมองเห็นแต่ไกล ทางด้านตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา ขณะที่เจดีย์ภูเขาทองเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นทางด้านทิศตะวันตก
สันนิษฐานว่าวัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง หลังการสร้างกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.1893 ไม่นานนัก โดยพระองค์ให้ขุดพระศพของ เจ้าแก้วเจ้าไทย ที่สิ้นพระชนม์ด้วยอหิวาตกโรค เอาขึ้นมาเผาเสีย และที่ปลงพระศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และพระวิหาร แล้วให้นามว่า วัดป่าแก้ว
ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดใหญ่ ซึ่งเกี่ยวกับการสร้างมหาเจดีย์เมื่อคราวที่พระนเรศวรรบชนะพระมหาอุปราช แห่งพม่า ทำให้อยุธยาประกาศความเป็นอาณาจักรอิสระได้อีกครั้งนับแต่ต้องเป็นรัฐ บรรณาการของพม่า เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2112 ดังนั้น พระองค์จึงให้สร้างมหาเจดีย์ “ชัยมงคล” องค์หนึ่งขึ้นมาที่วัดนี้ และชื่อวัดจึงเปลี่ยนจาก วัดป่าแก้ว มาเป็น วัดใหญ่ชัยมงคล
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 72-77 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 12:05:06 PM » |
|
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:29:11 PM » |
|
วัดพนัญเชิง
วัดพนัญเชิง (เดิมเรียกวัดพระเจ้าพแนงเชิง) ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองอยุธยาทางทิศใต้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันออก ตรงบริเวณปากน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยามาบรรจบกัน ในสมัยอยุธยาเป็นราชธานีบริเวณนี้เป็นทีอยู่ของชุมชนหลายเชื้อชาติอันได้แก่ ชาวจีน ญี่ปุ่น และโปรตุเกส
วัดพนัญเชิงและชุมชนโดยรอบ เชื่อกันว่ามีอยู่ตั้งแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเป็นราชธานีใน พ.ศ.1893 ถึง 26 ปี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ พระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 20 เมตร 17 เซนติเมตร สูง 19 เมตร ซึ่งแต่เดิมนั้นประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโต หรือชาวไทยเชื้อสายจีน เรียกว่า ซำปอกง และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก ตำนานกล่าวว่าเมื่อคราวจะเสียกรุงครั้งที่ 2 มีน้ำพระเนตรไหลลงมาถึงพระนาภี วัดและองค์พระชำรุด เนื่องจากไฟไหม้ใน พ.ศ.2444 จึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
พระวิหารใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ มีนามว่า พระพนัญเชิง คนจีนเรียกว่า "ซำปอกง" ซึ่งหมายถึงขันทีนาว่า "เจิ้งเหอ" ท่านเป็นแม่ทัพเรือผู้เกรียงไกรในสมันราชวงศ์หมิง เม่อสิ้นชีวิตลงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพตามธรรมเนียมจีน และการเล่าขานสืบต่อมาจนเป็นตำนาน
เชื่อกันว่า "เจิ้งเหอ" เคยเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา และอาจเคยมีส่วนร่วมในการปฏิสังขรณ์พระพนัญเชิง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในย่านที่พักอาศัยของชาวจีนทำให้ได้ชื่อว่า พระซำเปากง ดังนั้น เมื่อไหว้พระพนัญเชิงจึงเสมือนเคารพ "เจิ้งเหอ" ไปพร้อมกันด้วย ดังที่เอกสารโบราณของจีนระบุไว้ว่า วัดพนัญเชิงเป็นที่กราบไหว้ระลึกถึง "เจิ้งเหอ" ทุกวันนี้ในเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนยังนิยมเดินทางมากราบไหว้ซำเปากงอยู่เสมอ
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 66-71 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:31:49 PM » |
|
วัดราชบูรณะ
วัดนี้เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัยเจ้าสาม พระยา ตรงตำแหน่งที่ได้ทรงจัดการถวายพระเพลิงศพให้กับพระเชษฐาทั้งสองพระองค์ คือ เจ้าอ้ายกับเจ้ายี่ ซึ่งสิ้นพระชนม์พร้อมกันในการทรงช้างกระทำยุทธหัตถีเพื่อช่วงชิงราชบัลลังก์ เมื่อพระราชบิดา (พระนครอินทร์) เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1967 องค์ปรางค์ของวัดซึ่งอยู่ในสภาพค่อนข้างดีนี้
ในปี พ.ศ. 2499 ขณะที่กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งภายในวัดมหาธาตุคนร้ายได้ลักลอบขุดกรุใน องค์ปรางค์ประธานวัดราชบูรณะได้ของมีค่าจำนวนมาก กรมศิลปากรจึงดำเนินการขุดกรุในองค์ปรางค์ประธานอีกครั้งพบเครื่องราชูปโภค ซึ่งทำด้วยทองคำ พระพิมพ์แบบต่างๆ และของมีค่าอื่นๆ เป็นจำนวนมาก
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 62-65 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:32:19 PM » |
|
ต่อ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:34:44 PM » |
|
วัดสุวรรณดาวาส
เป็นซากวัดที่ไม่ได้ดังอะไรหรอก แต่เห็นมันอยู่ติดแถวไฟแดงเลย ก็เลยลงไปถ่ายดู
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:37:13 PM » |
|
วัดไชยวัฒนาราม
เป็ฯวัดที่ต้องมาชมตอนพระอาทิตย์ตก จะสวยมากๆ
วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของอยุธยา ตั้งอยู่นอกเกาะกรุงศรีอยุธยาฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 บริเวณที่ตั้งของวัดนี้เคยเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของพระราชมารดาซึ่งได้สิ้น ไปก่อนที่พระเจ้าปราสาททองจะเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ การสิ้นพระชนม์ของพระราชมารดา มีความเกี่ยวเนื่องกับการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ กล่าวคือ พระราชมารดาสิ้นขณะที่พระองค์มีตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เสนาบดีกลาโหมในรัชสมัยพระเชษฐาธิราช
เจ้าพระยากลาโหมได้จัดงานศพให้กับมารดาของท่านที่บริเวณวัดกุฎธาราม โดยเชิญขุนนางทั้งทหารและพลเรือนจำนวนมากมาร่วมงานศพในครั้งนั้น และในที่ชุมนุมนี้เองที่เจ้าพระยากลาโหมได้ประกาศเจตจำนงในอันที่จะยึด อำนาจจากกษัตริย์ ต่อมาเมื่อได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 เป็นต้นราชวงศ์ของราชวงศ์ปราสาททองแล้ว พระองค์จึงได้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดา ของพระองค์ อนึ่ง วัดนี้อาจจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือเขมรด้วย ฉะนั้นรูปแบบในทางสถาปัตยกรรมจึงเหมือนหนึ่งจำลองมาจากนครวัด อย่างเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงสร้างปราสาทวัดพระนครหลวง ริมแม่น้ำป่าสัก บนเส้นทางจากอยุธยาไปพระพุทธบาท สระบุรี
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 101-103 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:39:11 PM » |
|
วัดธรรมิกราช
วัดธรรมิกราช ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกติดกับแนวกำแพงพระราชวังโบราณ โดยมีถนนคั่นไว้ ด้านหน้าของวัดอยู่ทางทิศตะวันออก ดังนั้นท้ายวัดก็คือ ด้านทิศตะวันตก หรือด้านหน้าพระราชวังนั่นเอง
พระเศียรของพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ (กว้าง 1.40 เมตร สูง 1.80 เมตร) ที่จัดแสดงไว้ชั้นล่างของอาคารหลักที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา นั้น มีคำอธิบายว่าเป็นศิลปะแบบอู่ทอง หรือศิลปะแบบสมัยอยุธยาตอนต้น เนื่องจากพระพักตร์ของพระพุทธรูปค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมในแบบประติมากรรม ของขอมเขมร เมื่อรวมกับตำนานในพงศาวดารเหนือที่กล่าวว่าพระยาธรรมิกราช พระราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้น ต่อมาจึงให้ชื่อวัดว่า วัดธรรมิกราช ตามพระนามกษัตริย์ผู้สร้าง จากเหตุผล 2 ข้อดังกล่าวจึงเชื่อกันว่าวัดนี้น่าจะสร้างก่อนที่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุง ศรีอยุธยาเสียอีก
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 62-65 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:42:25 PM » |
|
วัดหน้าพระเมรุ
เป็นวัดเดียวที่ไม่โดนเผา คราวเสียกรุงเพราะ เป็นที่ใช้ทำสัญญาสงบศึก
วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำลพบุรี และริมคลองสระบัว ด้านทิศเหนือของพระราชวังโบราณ สร้างขึ้นในสมัยของพระรามาธิบดีที่ 2 พ.ศ. 2046 โดยมีชื่อดั่งเดิมว่า วัดพระเมรุราชิการาม วัดหน้าพระเมรุนี้เคยเป็นที่พระมหาจักรพรรดิ ใช้ทำสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าหง สาวดีบุเรงนอง เมื่อ พ.ศ. 2092 คราวสงครามช้างเผือก
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 98-100 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #23 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:44:27 PM » |
|
วัดพระราม
วัดพระราม อยู่นอกเขตพระราชวัง ไปทางด้านทิศตะวันออก สมเด็จพระราเมศวร ทรงสร้างขึ้น ตรงที่ถวาย พระเพลิง พระบรมศพ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง พระราชบิดา วัดนี้มีบึงใหญ่อยู่หน้าวัด เดิมเรียกว่า "หนองโสน" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "บึงพระราม" ปัจจุบันคือสวนสาธารณะพระราม ซึ่งใช้เป็นที่ สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #24 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:46:06 PM » |
|
วัดพุทไธศวรรย์
วัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดที่ปรากฏในตำนานว่า ในอดีตคือวังของพระเจ้าอู่ทอง ที่ชื่อว่า เวียงเหล็ก พระองค์ทรงประทับอยู่ที่นี้เป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะไปสร้างพระราชวังและเมืองใหม่ ในเขตหนองโสนในเกาะกรุงศรีอยุธยาใน ปัจจุบัน ดังนั้น พระองค์จึงทรงยกที่วังเดิมนี้ให้สร้างเป็นวัดตำนาน ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องใน แบบเดียวกันกับตำนานของการสร้างวัดอโยธยาและกรุงศรีอยุธยา
วัดตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งนอกกรุงศรีอยุธยาทางด้านใต้ โดยอยู่ตรงกับปากคลองท่อ หรือคลองฉะไกรใหญ่ ซึ่งเป็นคลองที่ดึงน้ำจากแม่น้ำลพบุรีหรือคลองคูเมืองตอนเหนือ โดยมีแนวคลองผ่านด้านหลังของพระราชวังโบราณ แล้วมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณหน้าวัดพอดี วัดนี้ในสมัยอยุธยานั้นมีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติศาสนาอยู่โดยรอบ ทั้งชุมชนชาวจีน มุสลิม โปรตุเกสและอินโดจีน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์
|
|
|
|
|
|
Maww
|
 |
« ตอบ #25 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 01:46:43 PM » |
|
ด้านข้าง ตอนใต้ของวิหารหลวง เป็นวิหารพระนอน พระนอนองค์นี้เพิ่งได้รับการบูรณะเมื่อไม่นานมานี้ นอกนั้นโดยรอบยังมีเจดีย์ใหญ่น้อย อีกมากายที่น่าเชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่อ บรรจุอัฐิธาตุของบุคคลสำคัญ
ที่มา : อยุธยา Discovering Ayutthaya หน้า 78-82 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ
|
|
|
|
|
|
|